ชาคาโมมายล์แก้วสุดท้ายกับความลับในกระเป๋าสีดำ:

เมื่อฉันแกล้งหลับเพื่อจับผิดสามีผู้แสนดี แต่กลับค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่ ‘เหยื่อรายแรก’ ในคอลเลกชันภาพถ่ายมรณะของเขา!
ภาพลักษณ์ของ ‘ดนัย’ ในสายตาคนนอกคือสามีที่สมบูรณ์แบบ เขาเป็นศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล สุภาพ อ่อนโยน และรักครอบครัว ตลอดสามปีที่เราแต่งงานกัน เขาไม่เคยลืมวันครบรอบ ไม่เคยขึ้นเสียง และมักจะดูแลฉันอย่างดีเสมอ โดยเฉพาะในช่วงหกเดือนหลังมานี้ที่ฉันมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ดนัยจะชง ‘ชาคาโมมายล์’ อุ่นๆ หอมกรุ่นมาให้ฉันดื่มถึงเตียงนอนทุกคืน เขาบอกว่ามันจะช่วยให้ฉันผ่อนคลายและหลับสนิท
แต่ความผิดปกติมักจะซ่อนตัวอยู่ในความคุ้นเคยเสมอ…
ระยะหลังมานี้ ฉันมักจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกสูบวิญญาณ และที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘รอยจ้ำเลือด’ เล็กๆ ที่มักจะปรากฏอยู่ตามข้อพับแขนหรือต้นขา โดยที่ดนัยมักจะอ้างเสมอว่าฉันคงเดินชนขอบโต๊ะตอนละเมอ ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเย็นวันนี้ ขณะที่ฉันกำลังล้างแก้วชาในอ่างล้างจาน ฉันสังเกตเห็นคราบผงสีขาวละเอียดที่ยังละลายไม่หมดติดอยู่ที่ก้นแก้ว มันไม่มีกลิ่น และแน่นอน… มันไม่ใช่เศษผงของใบชา
คืนนี้ ทุกอย่างดำเนินไปตามกิจวัตรปกติ ดนัยสวมชุดนอนสีเรียบ เดินประคองถ้วยชาเซรามิกใบโปรดส่งให้ฉันพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“ดื่มชานะครับแอนนา คืนนี้คุณจะได้พักผ่อนเต็มที่” เขาลูบผมฉันเบาๆ ก่อนจะขอตัวลงไปล็อกประตูบ้านด้านล่าง
ทันทีที่แผ่นหลังของเขาพ้นกรอบประตูห้องนอน ฉันรีบสลัดผ้าห่มออก วิ่งปลายเท้าไปที่ห้องน้ำ และเทชาในแก้วนั้นทิ้งลงอ่างล้างหน้าจนหมดเกลี้ยง ฉันล้างแก้วอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เหลือคราบฝังรอย แล้วรีบกระโดดกลับขึ้นเตียง จัดท่านอนให้เหมือนคนหลับสนิทที่สุด ฉันหลับตาลง ผ่อนลมหายใจให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แกล้งทำเป็นว่ายานอนหลับปริศนานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว
เสียงฝีเท้าของดนัยดังกลับเข้ามาในห้อง เขาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงพักใหญ่ ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองลงมา เขาเอื้อมมือมาแตะที่ชีพจรตรงลำคอของฉัน เมื่อแน่ใจว่าฉันหลับสนิท เขาจึงเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมจนฉันได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังเดินติ๊กตอก ฉันนอนนิ่งอยู่ในความมืด หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวและสับสน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับตกอยู่ในฝันร้าย
จนกระทั่งเวลา 02:17 น.
เสียงลูกบิดประตูหมุนเปิดออกอย่างแผ่วเบาที่สุด ฉันหรี่ตาขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่งผ่านขนตา สิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ… ดนัยไม่ได้สวมชุดนอนอีกต่อไปแล้ว เขาสวมเสื้อคอเต่าสีดำสนิท ที่มือทั้งสองข้างสวม ถุงมือยางทางการแพทย์ สีขาว และในมือขวาของเขาหิ้ว กระเป๋าหนังสีดำ ใบใหญ่ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาเดินด้วยฝีเท้าที่ไร้เสียงมาหยุดอยู่ที่ปลายเตียง วางกระเป๋าสีดำลงบนพื้น จากนั้นเขาก็ล้วงเอาขาตั้งกล้องขนาดเล็กและกล้องถ่ายรูปดิจิทัลออกมาประกอบเข้าด้วยกัน เขาปรับโฟกัสกล้องให้หันมาทางเตียงนอนที่มีร่างของฉันนอนอยู่…
ดนัยโน้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าของฉัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจากถุงมือยางเตะจมูก ริมฝีปากของเขาเฉียดผ่านใบหูของฉันไป พร้อมกับเสียงกระซิบที่แหบพร่าและเย็นเยียบจนถึงกระดูก
“ฝันดีนะ… แอนนา”
ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลที่จะไม่สะดุ้งหรือตัวสั่น ฉันนอนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แกล้งทำเป็นเหยื่อที่ไร้ทางสู้ เพื่อรอดูว่าผู้ชายที่ฉันเรียกว่าสามีคนนี้กำลังจะทำอะไรกันแน่
เสียงรูดซิปกระเป๋าสีดำดังขึ้น ดนัยหันหลังกลับไปค้นหาของบางอย่าง ฉันค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองให้กว้างกว่าเดิม แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องลงไปในกระเป๋าใบนั้น และสิ่งที่ฉันเห็น… มันทำลายโลกทั้งใบของฉันจนแหลกสลาย
ภายในกระเป๋าใบนั้น ไม่ได้มีแค่มีดผ่าตัด เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ หรือขวดยาชาเท่านั้น แต่มันเต็มไปด้วย ‘ภาพถ่ายโพลารอยด์’ ขอบขาวสไตล์วินเทจจำนวนนับสิบใบที่ถูกมัดรวมกันไว้ด้วยหนังยาง ดนัยหยิบปึกรูปถ่ายเหล่านั้นขึ้นมา กรีดดูทีละใบราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะชิ้นเอก
ฉันเพ่งสายตามองภาพโพลารอยด์ใบหน้าสุดที่เขาถืออยู่ มันคือภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง สภาพเปลือยเปล่า และมีรอยถูกกรีดด้วยของมีคมที่หน้าอกเป็นสัญลักษณ์แปลกประหลาด ที่ขอบล่างของภาพโพลารอยด์ มีตัวหนังสือสีแดงเขียนวันที่และชื่อเอาไว้ชัดเจน… ‘รินลดา – 14 ก.พ. 2021’
รินลดา… คืออดีตคู่หมั้นของดนัยที่ตำรวจสรุปคดีว่าเธอขับรถพุ่งตกหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตายเมื่อห้าปีก่อน!
เขาพลิกดูรูปถัดไป… ภาพโพลารอยด์สไตล์มู้ดดี้ โทนสีหม่น เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวอีกคนที่ถูกจัดท่าทางราวกับตุ๊กตายางที่ไร้ชีวิต ‘มิว – 09 ต.ค. 2023’ นั่นคือนักศึกษาฝึกงานที่โรงพยาบาลของเขาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!
ในวินาทีนั้น ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็กระแทกเข้าแสกหน้า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับหมอหนุ่มแสนดี แต่ฉันกำลังนอนอยู่บนเตียงเดียวกับ ฆาตกรต่อเนื่อง ที่หลงใหลในการถ่ายภาพโพลารอยด์เก็บไว้เป็นถ้วยรางวัล! การจัดแสงแฟลช การจัดองค์ประกอบภาพ ทุกอย่างถูกเตรียมการมาอย่างดีเพื่อฉากสุดท้ายของชีวิตฉัน
และภาพโพลารอยด์ใบต่อไป… จะต้องเป็นรูปของฉัน!
ดนัยวางรูปถ่ายลง หยิบเข็มฉีดยาที่บรรจุของเหลวสีใสขึ้นมา เคาะไล่ฟองอากาศเบาๆ สองสามครั้ง แล้วหันกลับมาหาฉัน เขาเอื้อมมือมาจับแขนของฉันเพื่อหาเส้นเลือด
เอาล่ะแอนนา… ถ้าแกไม่สู้ แกก็ต้องกลายเป็นแค่รูปภาพในกระเป๋าใบนั้น!
ทันทีที่ปลายเข็มกำลังจะสัมผัสผิวหนัง ฉันลืมตาโพลงขึ้นเต็มตา!
ดนัยผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “อ… แอนนา คุณตื่นได้ยังไง!”
ฉันไม่รอให้เขาตั้งสติได้ ฉันถีบยอดอกเขาอย่างแรงสุดแรงเกิดจนเขาล้มหงายหลังกระแทกโต๊ะเครื่องแป้ง เข็มฉีดยากระเด็นหลุดจากมือ ฉันสปริงตัวลุกขึ้นจากเตียง คว้าโคมไฟเซรามิกที่หัวเตียงฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างเต็มแรง!
เพล้ง!!
โคมไฟแตกกระจาย ดนัยร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เลือดสีสดไหลอาบหน้าผากของเขา แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขาก็ถูกปลุกขึ้นเช่นกัน เขาพุ่งเข้ามาคว้าข้อเท้าฉันจนฉันล้มคว่ำลงกับพื้น เราสองคนยื้อยุดปล้ำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดนัยบีบคอฉันแน่น ถุงมือยางของเขาลื่นและส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้
“แกน่าจะหลับไปสบายๆ นะแอนนา! ไม่น่าตื่นขึ้นมารนหาที่ตายแบบทรมานเลย!” เขาคำราม ใบหน้าหล่อเหลาที่ฉันเคยหลงรัก บัดนี้บิดเบี้ยวราวกับปีศาจ
อากาศในปอดของฉันกำลังจะหมดลง สายตาเริ่มพร่ามัว แต่ในช่วงเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย มือของฉันที่สะเปะสะปะควานไปทั่วพื้น ก็ไปสัมผัสเข้ากับขาตั้งกล้องที่ล้มอยู่ ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้าย จับด้ามเหล็กของขาตั้งกล้อง กระทุ้งเข้าที่ชายโครงของดนัยอย่างรุนแรง!
เขาจุกจนตัวงอ ปล่อยมือจากคอของฉัน ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะใช้ด้ามเหล็กนั้นฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเขาซ้ำอีกครั้ง… และอีกครั้ง! จนกระทั่งร่างที่ใหญ่โตของศัลยแพทย์หนุ่มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น สลบไสลไม่ได้สติ
ฉันนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วน ฉันรีบคลานไปที่กระเป๋าสีดำ หยิบสายรัดเคเบิลไทร์ (Cable Tie) ที่เขาเตรียมไว้สำหรับมัดฉัน มาจัดการมัดมือและเท้าของดนัยไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนาที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่ามัจจุราชตนนี้จะไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาทำร้ายใครได้อีก
จากนั้น ฉันเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือ กดโทรแจ้งสายด่วน 191 เสียงรอสายดังก้องในความเงียบ ขณะที่สายตาของฉันก้มลงมองปึกภาพถ่ายโพลารอยด์ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ภาพใบหน้าของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นกำลังจ้องมองมาที่ฉัน ราวกับพวกเธอกำลังขอบคุณที่คืนนี้… วงจรอุบาทว์นี้ได้ถูกยุติลงเสียที
สิบห้านาทีต่อมา เสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลดังกึกก้องไปทั่วหมู่บ้านหรู เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาควบคุมตัวดนัยที่เพิ่งฟื้นคืนสติ เขาพยายามแก้ตัวและตะโกนใส่ร้ายว่าฉันเป็นบ้า แต่เมื่อหน่วยพิสูจน์หลักฐานเปิดกระเป๋าสีดำใบนั้นออก และพบกับภาพถ่ายโพลารอยด์พร้อมเครื่องมือฆาตกรรมทั้งหมด ทุกอย่างก็จบสิ้น
ฉันยืนกอดอกมองดูอดีตสามีผู้แสนดีถูกสวมกุญแจมือและกดหัวยัดเข้ารถตำรวจ แสงไฟไซเรนสีแดงและน้ำเงินสาดสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเลือดของฉัน คืนนี้ฉันสูญเสียชีวิตคู่ที่คิดว่าสมบูรณ์แบบไป แต่สิ่งที่ฉันได้กลับคืนมา คือชีวิตของตัวเอง… และความจริงที่ว่า ฉันคือผู้หญิงคนเดียวที่สามารถรอดพ้นจากการเป็น ‘ผลงานศิลปะชิ้นสุดท้าย’ ในกล้องโพลารอยด์ของฆาตกรต่อเนื่องคนนี้มาได้.



